คู่มือดูแลผิว
•
6 นาที
ผิวติดสเตียรอยด์คืออะไรและทำยังไงผิวถึงจะฟื้นตัว
สวัสดีเพื่อนๆ นี่เป็นบล็อกแรกของเราเลย ถ้าการเขียนยังดูแปลกๆ หรืออ่านไม่ลื่นเท่าไร ต้องขอโทษด้วย วันนี้เราอยากมาเล่าเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ค่อยได้ยินกันบ่อยเท่าไร นั่นคือ ภาวะผิวติดสเตียรอยด์ (Topical Steroid Withdrawal หรือ TSW) ซึ่งบางครั้งก็ถูกเรียกว่า Red Skin Syndrome
จริงๆ แล้วหลายคนอาจเคยใช้ ยาสเตียรอยด์ชนิดทา (topical corticosteroids) โดยไม่รู้ตัว เพราะหมอมักจะจ่ายให้ใช้เวลาที่ผิวมีอาการอย่าง ผื่นผิวหนังอักเสบ (eczema) หรือ ภาวะผิวหนังอักเสบ (dermatitis) รวมถึงผื่นแพ้ต่างๆ และต้องยอมรับว่ายากลุ่มนี้ช่วยลดการอักเสบของผิวได้ดีมากในระยะสั้น แต่ในบางกรณี หลังจากหยุดใช้ยาหรือใช้ยาไประยะนึง ผิวอาจเกิดอาการแดง แสบ หรือไวต่อสิ่งต่างๆ มากขึ้น ซึ่งภาวะนี้เรียกว่า ภาวะผิวติดสเตียรอยด์
บทความนี้เราอยากมาแชร์ทั้งประสบการณ์ของตัวเอง และข้อมูลที่เราไปอ่านและศึกษามา เผื่อจะช่วยให้เพื่อนๆ ที่กำลังเจอปัญหาคล้ายๆกัน เข้าใจมันมากขึ้น
ประสบการณ์ของเรากับภาวะผิวติดสเตียรอยด์
จริงๆ แล้วเราไม่ได้ใช้สเตียรอยด์นานเลย ใช้แค่ประมาณ 7 วัน เท่านั้น ตอนนั้นเราอยู่ ป.6 และไปหาหมอผิวหนังเพราะเป็นสิว หลังจากรักษาไปได้ 3 ปี หมอก็ให้ครีมหลอดหนึ่งที่มีชื่อว่า “TA” และบอกให้ทาทั่วหน้าเป็นเวลา 1 สัปดาห์ พอใช้ไปประมาณวันที่ 5 ผิวเราดูดีขึ้นมาก ผิวเรียบขึ้น ไม่แดง และดูสงบลงเยอะ จนตอนนั้นเราคิดว่ายานี้เป็นยาวิเศษ แต่พอถึงวันที่ 7 เราตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าหน้ามันร้อนๆ พอส่องกระจกก็เห็นว่าหน้าทั้งหน้าแดงมาก และมีตุ่มเล็กๆ ขึ้นเต็มไปหมด ตอนนั้นคือช็อกมาก และไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับผิว หลังจากนั้นเราก็หยุดไปคลินิกนั้น และคิดว่าอาจเป็นเพราะผิวเราแพ้ง่าย

แต่ 2 ปีต่อมาเหตุการณ์คล้ายๆ กันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง หมออีกคนสั่งครีม “Betamethasone” ให้ใช้ที่หน้า ตอนใช้ผิวก็ดีขึ้นเหมือนเดิม แต่พอหยุดใช้ อาการแดงก็กลับมาอีก และครั้งนี้หนักกว่าเดิม ตอนนั้นเราก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะครีมทั้งสองตัวที่ทำให้เกิดอาการแบบนี้คือครีมสเตียรอยด์เหมือนกัน

หลังจากเหตุการณ์นั้น เราเริ่มค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต และนั่นคือช่วงที่เราไปเจอบล็อกของ Dr. Marvin Rapaport, MD ซึ่งพูดถึงภาวะที่เรียกว่า Red Skin Syndrome ตอนนั้นเราถึงเริ่มเข้าใจว่าผิวของเราอาจกำลังเจอกับอะไรอยู่
แพทย์ผิวหนังที่ศึกษาภาวะผิวติดสเตียรอยด์
คำว่า Red Skin Syndrome เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากงานของ Dr. Marvin J. Rapaport, MD ซึ่งเป็นแพทย์ผิวหนัง และอดีต Clinical Professor of Dermatology ที่ David Geffen School of Medicine, UCLA
ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีของการทำงานทางคลินิก เขาได้พบผู้ป่วยจำนวนมากที่มีอาการผิวแดงและอักเสบรุนแรงหลังจากใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดทาเป็นเวลานาน
จากการสังเกตผู้ป่วยมากกว่า 8,500 คน เขาเสนอว่าหลายกรณีที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น eczema รุนแรง จริงๆ แล้วอาจเป็นภาวะที่แตกต่างออกไป นั่นคือ ภาวะผิวติดสเตียรอยด์ (1)
หนึ่งในกลไกที่เขาอธิบายไว้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า การขยายตัวของหลอดเลือดแบบดีดกลับ (rebound vasodilation) (2)
Nitric Oxide และกลไกรอยแดงที่เกิดจากการดีดกลับของหลอดเลือด

ไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide หรือ NO) เป็นโมเลกุลที่มีหน้าที่ควบคุมการขยายตัวของหลอดเลือด พูดง่ายๆ คือมันเป็นสัญญาณที่บอกว่าหลอดเลือดควรขยายเมื่อไร เพื่อให้เลือดหมุนเวียนได้มากขึ้น (3)
ในช่วงที่มีการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดทา สเตียรอยด์จะยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์และทำให้หลอดเลือดหดตัว สิ่งนี้จะช่วยลดความแดงของผิวในช่วงแรก (4)
แต่ร่างกายคนเรามักไม่ชอบสภาวะที่เสียสมดุล เมื่อหยุดใช้ยาสเตียรอยด์ ร่างกายจึงเริ่มผลิตไนตริกออกไซด์มากขึ้นเพื่อพยายามชดเชย ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวมากกว่าปกติ เลือดหมุนเวียนมากขึ้น และกระตุ้นกระบวนการอักเสบของผิว (5, 6, 7, 8)
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า การขยายตัวของหลอดเลือดแบบดีดกลับ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการต่างๆขึ้นได้
อาการที่พบได้ในช่วงผิวติดสเตียรอยด์
อาการอาจแตกต่างกันในแต่ละคน แต่ที่พบได้บ่อยคือ
ผิวแดงมากผิดปกติ
ผิวแสบหรือรู้สึกร้อนผ่าว
ผิวบวม คัน
ผิวไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น
สิวหรือผื่นคล้ายสิว
ผิวมีน้ำเหลืองซึม
ผิวแห้งและลอก
ทำไมบางคนถึงมีสิวเพิ่มขึ้นหลังจากภาวะผิวติดสเตียรอยด์
อีกอาการหนึ่งที่หลายคนอาจพบได้ คือการเกิดสิวหรือผื่นลักษณะคล้ายสิวอย่างกะทันหัน สาเหตุหนึ่งก็เพราะสเตียรอยด์สามารถส่งผลต่อผิวและเกราะป้องกันผิวได้ และเมื่อใช้เป็นเวลานานก็อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในโครงสร้างผิว
ยาสเตียรอยด์ชนิดทาสามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของ เคราติโนไซต์ (keratinocytes) และ ไฟโบรบลาสต์ (fibroblasts) รวมถึงการสังเคราะห์โปรตีนของโครงสร้างที่อยู่รอบๆ เซลล์ในเนื้อเยื่อ (extracellular matrix) ส่งผลให้การสร้างไขมันสำคัญในผิว เช่น เซราไมด์ (ceramides), คอเลสเตอรอล (cholesterol) และ กรดไขมัน (fatty acids) ลดลง ทำให้ ชั้นผิวหนังที่อยู่ด้านนอกสุดของหนังกำพร้า (stratum corneum) บางลง และเกิด การสูญเสียน้ำผ่านผิวหนัง (transepidermal water loss) เพิ่มขึ้น (9)
การทาสเตียรอยด์เป็นเวลานานยังสามารถทำให้เกิด ภาวะผิวบาง (skin atrophy) ได้ เนื่องจากสเตียรอยด์ลดการสร้าง คอลลาเจน (collagen) ผ่านการลดกิจกรรมของเอนไซม์โปรลิลไฮดรอกซิเลส (prolyl hydroxylase) และการสลายตัวของโมเลกุลที่ทำหน้าที่เป็นตัวส่งคำสั่งจาก DNA ไปให้เซลล์สร้างคอลลาเจน (10)
นอกจากนี้สเตียรอยด์ยังทำให้เกิด การกดภูมิคุ้มกันของผิวหนัง ทำให้จุลชีพบนผิวสามารถเพิ่มจำนวนได้ง่ายขึ้น และเมื่อหยุดใช้สเตียรอยด์ จุลชีพเหล่านี้อาจทำหน้าที่เป็นซูเปอร์แอนติเจน (superantigens) กระตุ้นการปล่อยไซโตไคน์ (cytokines) และทำให้เกิดการอักเสบ (11, 12, 13)
ในบางกรณี การเสื่อมของเยื่อบุภายในรูขุมขนยังอาจทำให้เกิดสิวหรือผื่นลักษณะคล้ายสิวอย่างกะทันหัน (14)
วิธีช่วยให้ผิวฟื้นตัวจากภาวะผิวติดสเตียรอยด์
การฟื้นฟูผิวจากภาวะผิวติดสเตียรอยด์นั้นเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลามากๆ ผิวจะค่อยๆกลับมาเป็นปกติได้ แนวทางหลักคือการเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวในช่วงที่มันกำลังปรับตัว โดยทั่วไปมีขั้นตอนประมาณนี้
หยุดการใช้สเตียรอยด์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแบบทา แบบกิน หรือสเปรย์ (15)
ประคบเย็น (16)
ปกป้อง skin barrier ดูแลผิวอย่างอ่อนโยน และถ้าออกแดดให้ใช้ physical sunscreen หรือใส่หมวก (16)
หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้อาการแย่ลง เช่น น้ำตาล แอลกอฮอล์ นม อาหารที่มีรสจัด ฝุ่น เกสร หรือสารเคมีบางชนิด สามารถพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำ patch testing เพื่อหาสารที่แพ้ได้ (17)
พยายามพักผ่อนและรับประทานอาหารที่มีโปรตีนให้เพียงพอเพื่อช่วยให้ผิวซ่อมแซมตัวเอง (18)
ควรใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ในช่วงที่ผิวติดสารสเตียรอยด์หรือไม่
เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันมากใน community ของคนที่ผิวติดสเตียรอยด์
บางคนเลือกใช้ Moisture Withdrawal Therapy (MWT) ซึ่งหลีกเลี่ยงการใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ไปเลย ในขณะที่บางคนเลือกที่จะเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน (เราก็คือหนึ่งในนั้น :P)
ถ้าเพื่อนๆ เลือกใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ควรหลีกเลี่ยงส่วนผสมอย่าง น้ำหอม (fragrance), แอลกอฮอล์ (alcohol), น้ำมันหอมระเหย (essential oils) รวมถึงสารออกฤทธิ์ที่ค่อนข้างแรง เช่น กรดผลัดเซลล์ผิว (exfoliating acids), เรตินอยด์ (retinoids), เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) เพราะในช่วงที่เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ ผิวมักจะไวต่อการระคายเคืองมากกว่าปกติ (19)
บางคนที่เกราะป้องกันผิวพังมากๆ อาจรู้สึกว่าใช้อะไรก็ระคายเคืองไปหมด ในกรณีแบบนี้ บางคนอาจเลือกใช้มอยส์เจอร์ไรที่ไม่มีส่วนผสมที่เป็นอาหารของยีสต์ Malassezia เพื่อช่วยลดโอกาสที่ผิวจะระคายเคืองมากขึ้น (20, 21, 22)
เลเซอร์ที่ใช้ช่วยลดรอยแดงบนใบหน้า
หนึ่งในอาการที่น่าหงุดหงิดที่สุดของภาวะผิวติดสเตียรอยด์ ก็คือรอยแดงบนใบหน้าที่ไม่หายไปง่ายๆ เกิดขึ้นเพราะหลอดเลือดยังคงขยายตัวอยู่หลังจากที่หยุดใช้สเตียรอยด์
เลเซอร์ที่ใช้รักษาปัญหาหลอดเลือดอาจจะช่วยลดรอยแดงได้ ตัวอย่างเช่น
• Pulsed-Dye Laser (PDL / V-Beam)
• IPL (Intense Pulsed Light)
อย่างไรก็ตาม ผิวในช่วงที่กำลังติดสเตียรอยด์มักจะไวต่อการระคายเคืองมาก ดังนั้นการรักษาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
การรักษาสิว ด้วยแสงสีฟ้า
การฉายแสงด้วยแสงสีฟ้า (Blue light therapy) บางครั้งถูกใช้เพื่อช่วยควบคุมสิวที่เกิดขึ้น โดยแสงสีฟ้าจะเล็งเป้าไปที่แบคทีเรีย Cutibacterium acnes ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับการเกิดสิว
เนื่องจากการรักษานี้ไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องทาบนผิว จึงอาจช่วยลดสิวได้โดยไม่ทำให้ เกราะป้องกันผิวระคายเคืองมากเท่าการใช้ผลิตภัณฑ์บางชนิด
การฟื้นตัวของผิวด้วยแสงสีแดง
การฉายแสงด้วยแสงสีแดง (Red light therapy) บางครั้งถูกใช้เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของผิว โดยอาจช่วย
• ลดการอักเสบ
• ส่งเสริมกระบวนการซ่อมแซมผิว
• สนับสนุนการสร้างคอลลาเจน
สิ่งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการฟื้นตัว

การฟื้นตัวจากภาวะผิวติดสเตียรอยด์ มักไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป บางวันผิวอาจดูดีขึ้นมาก แต่บางวันก็อาจเกิดการอักเสบขึ้นมาอีกอย่างกะทันหัน
ซึ่งจริงๆ แล้วถือเป็นเรื่องปกติ เพราะผิวกำลังค่อยๆ เรียนรู้ที่จะควบคุมการอักเสบและการไหลเวียนเลือดด้วยตัวเองอีกครั้ง โดยไม่ต้องพึ่งสเตียรอยด์
สำหรับบางคน การฟื้นตัวอาจใช้เวลาหลายเดือน หรืออาจใช้เวลานานกว่านั้น แต่สุดท้ายแล้วผิวก็จะค่อยๆ กลับมาดีขึ้น อาจจะไม่ 100% แต่มันจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่ได้อ่าน ถ้าใครเคยมีประสบการณ์ผิวติดสเตียรอยด์มาก่อน ลองมาแชร์กันด้านล่างได้เลย ไม่แน่มันอาจจะช่วย sensitive friend คนอื่นที่กำลังเจอปัญหาเดียวกันอยู่ก็ได้นะ
— Sensitive Girlie
แชร์บทความ

